ล่าสุด อดีตสามี ไม่ได้มาตามนัด แต่ได้ให้นายพีระพงษ์ โกสัยสุก ทนายความ นำเอกสารสำนวนแก้ต่างมายื่นต่อศาล โดยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาทั้งนี้ในเอกสารมีใจความว่า “นางสาวสุธิดา รู้มาตั้งแต่ต้นว่าตนยังไม่ได้หย่าขาดกับภรรยา เนื่องจากนางสาวสุธิดา ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับภรรยาของตนหลายครั้ง และก่อนแต่งงานกับนางสาวสุธิดา ตนก็ได้ไปอยู่กินฉันสามีภรรยากับนางสาวสุธิดา ในหอพักที่กรุงเทพฯ ระหว่างที่นางสาวสุธิดามาเรียนต่อ จนกระทั่งกลับมาบ้านตนจึงไปสู่ขอนางสาวสุธิดาจากพ่อแม่ โดยที่ตนเป็นคนออกค่าใช้จ่ายและสินสอดทั้งหมดกว่า 2 ล้านบาท ก่อนที่นางสาวสุธิดา จะตั้งครรภ์แฝด 4 หลังจากนั้นตนก็เปิดร้านมินิมาร์ทเลี้ยงดูลูก ๆ มาโดยตลอด โดยที่นางสาวสุธิดา ไม่เคยรบเร้าให้ไปจดทะเบียนสมรส”.
ส่วนการที่ตนนำ น้องโฟร์ ลูกแฝดหญิงคนที่ 3 มานั้นเพื่อเลี้ยงดูไม่ได้นำมาหาผลประโยชน์แต่อย่างใด และมองว่าการที่นางสาวสุธิดา ฟ้องร้องค่าเลี้ยงดู 25 ล้านบาทดูมากเกินความเป็นจริง ประกอบกับตนไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับนางสาวสุธิดา ตามกฎหมาย จึงไม่ถือว่าตนเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของแฝดทั้ง 4 คน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาเทียบเคียงที่ 452/2553 และตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 ดังนั้นจึงไม่สามารถยื่นฟ้องค่าเลี้ยงดูในฐานะบิดาได้ และในเมื่อแฝดทั้ง 4 ไม่มีฐานะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย นางสาวสุธิดาจึงไม่ใช่ผู้ถูกแย่งสิทธิเพื่อเรียกร้องเงินค่าอุปการะบุตร จึงขอให้ศาลพิจารณายกฟ้องและให้ นางสาวสุธิดาจ่ายค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนตนด้วย ซึ่งศาลได้กำหนดชี้สองสถานและกำหนดแนวทางดำเนินคดีหรือสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19 ตุลาคม 2559 ในเวลา 13.30
No comments: